วิธีการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้นำ

ถ้าเราจะเป็นผู้นำเราก็ต้องรู้จักภาวะความเป็นผู้นำ

rainbow

การสำรวจและทบทวนสิ่งที่ตนเองทำลงไปนั้นเพื่อนำไปสู่การเป็นผู้นำ

การสำรวจและทบทวนสิ่งที่ตนเองทำลงไปนั้น หากเราทำใจให้เป็นกลางไม่มีอคติ ไม่ปกป้องเข้าข้างตนเองหรือประเมินตนเองต่ำต้อยเกินความเป็นจริง เราจะสามารถสกัดความเป็นเรา ทั้งในส่วนของ จุดแข็ง ที่เราควรเสริมสร้างให้แข็งแกร่งขึ้น และจุดอ่อน ที่เราควรแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นได้

ยอมรับจุดอ่อน – จุดแข็งของตนเอง
โดยทั่วไปความเป็นผู้นำไม่ได้สมบูรณ์เพียบพร้อมมาตั้งแต่เกิดแต่เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และพัฒนา โดยจำเป็นต้องถ่อมใจยอมรับในข้อบกพร่องจากนั้นต้องใช้ความกล้าหาญและความตั้งใจจริงในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเองในแต่ละเรื่อง อย่างลงรายละเอียดและเอาจริงเอาจัง เช่นที่
เฮเดอร์กล่าวไว้ การจัดการกับชีวิตของตนเองนั้นต้องใช้อำนาจที่แท้จริง

พัฒนาให้ครบถ้วนทุกด้าน
ในการพัฒนาความเป็นผู้นำจำเป็นต้องพัฒนาให้ครบถ้วนทุกด้าน อันได้แก่ ด้านความรู้ โดยดูว่ามีความรู้ใหม่ ๆ อะไรบ้างที่เราต้องเรียนรู้เพิ่มเติม ด้านทักษะ มีอะไรบ้างที่เราควรฝึกฝน ด้านลักษณะชีวิต มีเรื่องอะไรบ้างที่เรายังขาดอยู่ และด้านประสบการณ์ที่เราต้องหาเพิ่มเติม

ตั้งเป้าหมายพัฒนาให้ชัดเจน
ความตั้งใจจะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่ตั้งเป้าหมาย ดังนั้นเราจำเป็นต้องตั้งเป้าหมายให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนพอที่เราจะทำสำเร็จได้ มีระยะเวลาที่เหมาะสมเมื่อเราทำสำเร็จเรื่องหนึ่งให้เราพิจารณาตัวเองและกำหนดเป้าหมายที่ต้องพัฒนา ในขั้นต่อไป

สิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้นำที่ดีและมีประสิทธิภาพคือ เราจะต้องไม่พยายามสร้างภาพลักษณ์ที่หลอกลวง โดยเปลี่ยนแปลงเพียงรูปแบบภายนอก บุคลิกท่าทาง ลักษณะการพูด การใช้อำนาจสั่งการ หรืออื่น ๆ ที่มุ่งหวังเพียงให้เกิดการยอมรับจากผู้อื่น แต่เราต้องตระหนักว่า องค์ประกอบภายในที่ผสมผสานเป็นตัวเรานั้น คือ เงื่อนไขสำคัญว่าเราจะสามารถเป็นผู้นำได้ประสบความสำเร็จเพียงใดในระยะยาว

ผู้นำจึงต้องเป็นผู้เริ่มต้นในการเป็นแบบอย่างในการเรียนรู้จักการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตนเองดังที่ มหาตมะคานธีผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของอินเดียได้เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าเราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องเริ่มต้นจากตัวเรา

การสร้างวิสัยทัศน์สำหรับการขึ้นมาเป็นผู้นำ

New-Leaderการจะขึ้นมาเป็นผู้นำได้ต้องอาศัยการฝึกฝนและประสบการณ์ที่สั่งสมมาประกอบเข้าด้วยกัน การเป็นผู้นำต้องอาศัยวิสัยทัศน์เป็นอย่างมากในการมองหาจุดมุ่งหมายขององค์กร มองภาพรวมต่างๆของธุรกิจไปจนถึงการมองหาโอกาสในความก้าวหน้าอีกด้วย องค์ประกอบที่ดีข้อหนึ่งของวิสัยทัศน์นั้นคือ ต้องเข้าใจได้ง่าย สอดคล้องกับคุณค่าหลักขององค์กร และต้องเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรทั้งหลายเช่น ลูกค้า ผู้ถือหุ้น และพนักงานอีกด้วย โดยที่สำคัญวิสัยทัศน์เหล่านี้ต้องสามารถถ่ายทอดไปถึงผู้คนให้พวกเขาเข้าใจ และต้องดูยิ่งใหญ่มากพอที่จะทำให้คนเหล่านี้คล้อยตามเราได้อีกด้วย อาจดูเหมือนเป็นเรื่องยากในขั้นตอนเริ่มต้นของการสร้างวิสัยทัศน์ขึ้นมา แต่เราสามารถเริ่มต้นได้จากการถ่ายทอดความคิดของผลลัพธ์สุดท้ายออกมา ไม่ว่าจะเป็นการเขียน การพูด หรือใช้รูปภาพเข้าช่วยตามที่เราต้องการ ก่อนที่จะนำมาปรุงแต่งให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

ความจริงใจเป็นสิ่งที่สื่อสารทางจิตใจจากความรู้สึกที่ผ่านจากการแสดงออก น้อยคนนักที่อยากจะให้คนอื่นได้ดี และยิ่งมีน้อยคนที่มีความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะให้คนอื่นประสบความสำเร็จ การสร้างให้ตนเองมีความจริงใจ แสดงความจริงใจไม่เสแสร้งแกล้งทำว่านี่เป็นคำแนะนำจากใจจริงแต่แฝงไว้ซึ่งผลประโยชน์ คนกลุ่มนี้สามารถสัมผัสได้จากความรู้สึกถึงการให้ว่าเขาให้จากใจจริงหรือไม่ ส่วนคนจริงใจก็จะสามารถรับรู้ได้ว่าเขาหวังดีกับเราได้มากแค่ไหน คนทุกคนต้องการความจริงใจจากคนอื่น ดังนั้นผู้นำหากมีความจริงใจเป็นที่ตั้ง คนอื่นๆก็จะมองเห็นและจะเชื่อใจในการตัดสินใจของผู้นำ

การดำเนินธุรกิจในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่แกนกลางขององค์กรโดยการบริหารงานผ่านทีมงานผู้บริหารระดับกลาง และผลักดันผลงานผ่านทีมงานของฝ่ายต่างๆ ดังนั้นความสำเร็จขององค์กรจึงผูกกับผู้บริหารระดับกลางค่อนข้างสูงมาก องค์กรจึงควรให้ความสำคัญในการพัฒนาผู้บริหารระดับกลางให้เกิดภาวะความเป็นผู้นำ และสามารถคิดในเชิงกลยุทธ์ การพัฒนาภาวะผู้นำให้เกิดขึ้นในองค์กรเพื่อให้ส่งผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจนั้น ระบบการเรียนรู้ต้องทำให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายและแผนงานจนสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้เกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน การพัฒนาให้เกิดผลสูงสุดต่อองค์กรจำเป็นต้องมีการพัฒนากลุ่มพนักงานที่มีความสำคัญต่อองค์กร

การศึกษาปรัชญาในการดำรงชีวิตของมนุษย์

21267_thaihealth_a8b79ynt4ojs
การดำรงชีวิตนับว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะจะต้องต่อสู้กับปัญหามากมาย ทั้งปัญหาการครองชีวิต ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และปัญหาสุขภาพอนามัย ซึ่งแต่ละคนก็มีปัญหาที่แตกต่างกันไปคนละหลายปัญหา คนที่มีความสุขคือคนที่มีความสมหวัง เป็นคนที่สามารถประกอบกิจการงานประสบความสำเร็จตามความปรารถนา มีร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ไม่มีอารมณ์ขุ่นมัวหรือวิตกกังวล มีอารมณ์มั่นคง มีความอดทนและมีความสามารถต่อสู้อุปสรรคต่างๆได้ เป็นคนที่ยอมรับความจริงในชีวิต ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ความสุขเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจเป็นการมองชีวิต มองตัวเอง และมองผู้อื่น ดังนั้นความสุขจึงเกิดขึ้นได้กับคนทุกชั้นไม่ว่า ผู้ดี มั่งมี หรือยากจน

ปรัชญาในการดำรงชีวิตเป็นโลหทัศน์ที่คนยึดถือและให้คุณค่าอันนำไปสู่พฤติกรรมของมนุษย์ และภายใต้การดำเนินชีวิตของมนุษย์จะขับเคลื่อนปด้วยกลไกของความคิดดังดล่าว ทุกๆคนต่างมีปรัชญาในการดำรงชีวิตของตนที่ทำหน้าที่กำหนดตัดสินใจว่าจะเลือกประพฤติเช่นไร ประพฤติกับใคร และประพฤติอย่างไร ตลอดชีวิตของเขาปรัชญาในการดำรงชีวิตจึงเป็นรากฐานเริ่มต้นของความคิดและพฤติกรรม ปรัชญาในการดำรงชีวิตของแต่ละคนเป็นตัวกำหนดค่านิยมและความประพฤติของบุคคลนั้น ซึ่งจะถูกต้องดีงมหรือมไม่นั้นขึ้นอยู่กับโลกทัศนืของบุคคลนั้นที่จะเป็นตัวชี้ทาง เป็นตัวกำหนดทิศทางชีวิตของแต่ละบุคคล บุคคลแต่ละบุคคลจะมีทัศนะต่อโลกและชีวิตในมุมมองที่หลากหลายแตกต่างกันไป

ในสังคมยุคปัจจุบันความเจริญทางวิทยาศาสตร์เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการนำเครื่องทุ่นแรงมาใช้แทนแรงงานคนและสัตว์เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน หรือการแย่งงาน การจัดการศึกษา ไม่สามารถสนองตอบความต้องการของบุคคลได้อย่างทั่วถึง ทำให้มีปัญหาในการเลือกงาน ปัญหาการว่างงาน และปัญหาการทำงานต่ำกว่าระดับการศึกษา แนวทางการแก้ไข คือ ควรที่จะเปลี่ยนแนวคิดของบุคคลในสังคมตั้งแต่เยาว์วัย ให้รู้จักการช่วยเหลือตนเอง ด้วยการคิดและสร้างงานในอาชีพอิสระให้มากขึ้น งานที่จะทำให้ชีวิตมั่นคงมากที่สุดในสังคมปัจจุบันนี้ ก็คืองานอาชีพอิสระที่เริ่มต้นจากการริเริ่มของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งการเข้าใจชีวิตมนุษย์และโลกทัศน์ต่างๆได้เป็นอย่างดี สามารถดำรงชีวิตอย่างมีหลักเกณฑ์ มีชีวิตที่สมบูรณ์และดีงามขึ้น และเข้าใจได้ว่าชีวิตที่ปราศจากหลักเกณฑ์เป็นชีวิตที่ไร้ค่า ดังนั้นถ้าเราเลือกยึดถือปรัชญาผิดโอกาสการที่จะทำผิด ทำชั่วก็เกิดขึ้นได้แต่ถ้ายึดถือหลักปรัชญาที่ถูกต้องและดีงามโอกาสที่จะทำถูกทำดีก็จะเกิดขึ้นได้ปรัชญาที่ถูกต้องจะสร้างความสงบสุขแก่ผู้ยึดในหลักปรัชญาและสังคมจะช่วยให้สังคมพัฒนาไปในทิศทางที่สร้างความเจริญ

คนเราจะมีความคิดสร้างสรรค์ได้ต้องมีการพัฒนาตนเอง

ความคิดสร้างสรรค์ คือ กระบวนการคิดของสมองซึ่งมีความสามารถในการคิดได้หลากหลายและแปลกใหม่จากเดิม โดยสามารถนำไปประยุกต์ทฤษฎี หรือหลักการได้อย่างรอบคอบและมีความถูกต้อง จนนำไปสู่การคิดค้นและสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่แปลกใหม่หรือรูปแบบความคิดใหม่ นอกจากลักษณะการคิดสร้างสรรค์ดังกล่าวนี้แล้ว ยังมีสามารถมองความคิดสร้างสรรค์ในหลาย ซึ่งอาจจะมองในแง่ที่เป็นกระบวนการคิดมากกว่าเนื้อหาการคิด โดยที่สามารถใช้ลักษณะการคิดสร้างสรรค์ในมิติที่กว้างขึ้น เช่นการมีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน การเรียน หรือกิจกรรมที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ด้วย อย่างเช่น การทดลองทางวิทยาศาสตร์ หรือการเล่นกีฬาที่ต้องสร้างสรรค์รูปแบบเกมให้หลากหลายไม่ซ้ำแบบเดิม เพื่อไม่ให้คู่ต่อสู่รู้ทัน เป็นต้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นลักษณะการคิดสร้างสรรค์ในเชิงวิชาการ แต่อย่างไรก็ตาม ลักษณะการคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ที่กล่าวนั้นต่างก็อยู่บนพื้นฐานของความคิดสร้างสรรค์ โดยที่บุคคลสามารถเชื่อมโยงนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ดี ซึ่งหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดมาตรฐานตัวชี้วัดด้านความคิดสร้างสรรค์ไว้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีไว้หลายประการ ซึ่งความคิดสร้างสรรค์ ควรจะประกอบไปด้วย 3 ประการ คือ

1. สิ่งใหม่ (new, original) เป็นการคิดที่แหวกวงล้อมความคิดที่มีอยู่เดิม ที่ไม่เคยมีใครคิดได้มาก่อน ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร แม้กระทั่งความคิดเดิมๆ ของตนเอง

2.ใช้การได้ (workable) เป็นความคิดที่เกิดจากการสร้างสรรค์ที่ลึกซึ้ง และสูงเกินกว่าการใช้เพียง “จินตนาการเพ้อฝัน” คือ สามารถนำมาพัฒนาให้เป็นจริง และใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม และสามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ ของการคิดได้เป็นอย่างดี

3. มีความเหมาะสม เป็นความคิดที่สะท้อนความมีเหตุมีผล ที่เหมาะสม และมีคุณค่า ภายใต้มาตรฐานที่ยอมรับกันโดยทั่วไป

การที่คนเราจะมีความคิดสร้างสรรค์ ได้ตามลักษณะที่กล่าวมานั้น ขึ้นอยู่กับศักยภาพการทำงาน และการพัฒนาของสมอง ซึ่งสมองของคนเรามี 2 ซีก มีการทำงานที่แตกต่างกัน สมองซีกซ้าย ทำหน้าที่ในส่วนของการตัดสินใจ การใช้เหตุผล สมองซีกขวา ทำหน้าที่ในส่วนของการสร้างสรรค์ แม้สมองจะทำงานต่างกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สมองทั้งสองซีก จะทำงานเชื่อมโยงไปพร้อมกัน ในแทบทุกกิจกรรมทางการคิด โดยการคิดสลับกันไปมา อย่างเช่น การอ่านหนังสือ สมองซีกซ้ายจะทำความเข้าใจ โครงสร้างประโยค และไวยากรณ์ ขณะเดียวกัน สมองซีกขวาก็จะทำความเข้าใจ เกี่ยวกับลีลาการดำเนินเรื่อง อารมณ์ที่ซ่อนอยู่ในข้อเขียน ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องพัฒนาสมองทั้งสองซีกไปพร้อมๆ กัน ไม่สามารถแยกพัฒนาในแต่ละด้านได้ การค้นพบหน้าที่แตกต่างกันของสมองทั้งสองส่วน ช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากได้มากขึ้น

ในการพัฒนาสมองของผู้เรียนให้ใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ผ่านการจัดการเรียนการสอนนั้น ควรจัดอย่างสมดุล ให้มีการพัฒนาสมองทั้งสองซีกไปด้วยกัน ในเวลาเดียวกัน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความสมดุลในการคิด และคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เอนเอียงไปใน

หลักการเหตุผล มากเสียจนติดอยู่ในกรอบ ของความคิดแบบเดิม และไม่ใช่การคิดด้วยการใช้จินตนาการเพ้อฝันมากเกินไป จนไม่มีความสัมพันธ์กัน ระหว่างความฝัน กับความสมเหตุสมผล ซึ่งจะทำให้ไม่สมารถนำมาปฏิบัติให้เป็นจริงได้ ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า การคิดสร้างสรรค์ จึงพึ่งพาทั้งสมองซีกซ้าย และขวาควบคู่กันไป

พัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้

สังคมในโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว วิทยาการต่าง ๆ เจริญก้าวหน้าไปอย่าง ไม่หยุดยั้ง การจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันจึงต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยจะต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียน ให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ คือ

1. เพื่อให้เป็นผู้สามารถพัฒนาตนเองได้ตลอดเวลา ไม่ใช่เป็นเพียงบุคคลที่มีความรู้ หรือ สามารถจำข้อมูล ความรู้ได้เท่านั้น

2. เพื่อฝึกให้ผู้เรียนมีนิสัยใฝ่หาความรู้ รักที่จะเพิ่มพูนความรู้ ทักษะและเจตคติของตน รักที่จะเรียนรู้ ตลอดชีวิต

3. รู้จักปรับตนไปตามกระแสต่าง ๆ ในโลกซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

4. เพื่อให้เป็นผู้เรียนเป็นผู้หมั่นแสวงหา หมั่นเรียน หมั่นรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ อยู่เสมอ

วิธีพัฒนาตนเองให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้

1. พื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ ผู้เรียนควรพัฒนาตนเองให้มีความรู้พื้นฐานอย่างกว้าง ๆ และศึกษา บางวิชาอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ในสาขาวิชาอื่น ๆ เพิ่มเติมตามความจำเป็น ในอนาคต โดยสามารถโยงความรู้พื้นฐานที่มีอยู่มาใช้ในการพัฒนาตนเองให้เจริญก้าวหน้าในเรื่องความรู้ได้

2. เครื่องมือสำหรับแสวงหาความรู้ การพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รักการเรียนรู้ จะต้องพัฒนาตนเอง ให้มีเครื่องมือ ที่จะใช้ในการแสวงหาความรู้ได้ก่อน เครื่องมือสำคัญสำหรับการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต เช่น คณิตศาสตร์ เกี่ยวข้องกับการคิดคำนวณ การใช้เหตุผล การแก้ปัญหา วิทยาศาสตร์เป็นการแสวงหาความรู้ ที่ผู้เรียนจะได้ฝึกการสังเกต ตั้งคำถาม ทดลอง วิเคราะห์ หาคำตอบ และอธิบายให้เหตุผล ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาสากลที่ใช้แสวงหาความรู้อย่างกว้างขวาง คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ถึง วิทยาการสมัยใหม่ ที่ช่วยในการค้นหาความรู้ ด้วยตนเองได้อย่างไม่สิ้นสุด โดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

3. สร้างแรงจูงใจให้เป็นผู้ใฝ่รู้ ใฝ่เรียนต้องสร้างแรงจูงใจให้กับตนเองรักที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ เพื่อให้เกิดความตระหนักถึงความจำเป็นของการศึกษาที่มีต่อบุคคลในทุกช่วงชีวิต สิ่งที่เรียนรู้ควรสัมพันธ์ กับชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองด้วย โดยอาจเป็นสภาพการณ์หรือปัญหาที่ตนเองต้องเผชิญในชีวิต เป็นเรื่องที่ทันสมัยทันเหตุการณ์ สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาเพื่อพัฒนาตนเองได้ ทำให้เห็นคุณค่าของการแสวงหาข้อมูล และนำข้อมูลนั้นมาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง

4. การเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้ได้อย่างคล่องแคล่ว จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุน ให้ผู้เรียนสนใจ ใฝ่รู้ ใฝ่เรียนอยู่เสมอ สามารถเรียนรู้อยู่ได้ตลอดเวลาที่ต้องการ